Home / สาระน่ารู้ / กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกร ดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วม

กรมส่งเสริมการเกษตรแนะเกษตรกร ดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วม

กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรดูแลฟื้นฟูพืชหลังประสบภัยน้ำท่วมจากพายุ “ โพดุล ” และ “ คาจิกิ ” พร้อมแจงหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยตามพื้นที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “โพดุล” และดีเปรสชั่น “คาจิกิ” กรมส่งเสริมการเกษตร ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายของพื้นที่การเกษตรหลังน้ำลดทันที พร้อมแนะนำให้เกษตรกรดูแลข้าว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักสำคัญ โดยเฉพาะบางพื้นที่มีพืชต้องเร่งเก็บเกี่ยวเพื่อหนีน้ำ ดังนี้

ข้าว ในกรณีที่น้ำท่วมขังไม่นาน น้ำสูงไม่ถึงยอดข้าว และต้นข้าวยังไม่ตาย ให้รีบระบายน้ำออกจากแปลงนาให้เหลือ 5–10 เซนติเมตร และให้ฟื้นฟูข้าวหลังจากน้ำลด โดยที่ต้นข้าวยังเขียวอยู่เกิน 3 วัน หากต้นข้าวในนามี สีเขียวมากขึ้นไม่ต้องใส่ปุ๋ย ให้ดูแลโรคและแมลงอย่าให้รบกวนเท่านั้น แต่หากต้นข้าวในนาเริ่มมีอาการสีเหลืองที่ใบ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย อัตรา 3–5 กิโลกรัม ต่อไร่ เพื่อฟื้นฟูสภาพต้นข้าว (ไม่ควรใส่ปุ๋ยยูเรียมากเกินคำแนะนำ เพราะจะทำให้ต้นข้าวเกิดโรคได้) สำหรับแปลงนาที่ข้าวออกรวง ให้ระบายน้ำจนแห้งและห้ามใส่ปุ๋ยเพราะจะทำให้ดินร้อน และต้นข้าวตายง่ายขึ้น ในกรณีที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวระยะสุกเต็มที่เพื่อหนีน้ำ ให้นำข้าวที่เก็บเกี่ยวไปตากเพื่อลดความชื้นโดยเร็ว สำหรับแปลงข้าวที่ตายเสียหายโดยสิ้นเชิง ให้เกษตรกรติดต่อขอรับการช่วยเหลือตามระเบียบของทางราชการที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ตามที่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไว้

ไม้ผล ไม้ยืนต้น หลังน้ำท่วมใหม่ๆ ขณะที่ดินยังเปียกอยู่ ห้ามนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในพื้นที่ และห้ามบุคคล รวมทั้งสัตว์เข้าไปเหยียบย่ำบริเวณโคนต้นพืชโดยเด็ดขาด เพราะต้นที่ถูกน้ำท่วมขังจะมีโครงสร้างง่ายต่อการถูกทำลาย และเกิดการอัดแน่นได้ง่าย ซึ่งเป็นผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำ รวมทั้งจะกระทบกระเทือนต่อระบบรากของพืช ทำให้ต้นไม้ทรุดโทรมและอาจตายได้ ดังนั้น เพื่อช่วยให้ต้นพืชตั้งตัวเร็วขึ้น ควรมีการพ่นปุ๋ยทางใบให้แก่พืช เพราะในระยะนี้ระบบรากของพืชยังไม่สามารถดูดกินธาตุอาหารพืชจากดินได้ตามปกติ ปุ๋ยทางใบอาจใช้ปุ๋ยน้ำสูตร 12–12–12 หรือ 12–9–6 หรือจะใช้ปุ๋ยเกล็ดสูตร 21–21–21 และ 16–21–27 ละลายน้ำพ่นให้แก่พืชก็ได้ นอกจากนี้ สามารถเตรียมปุ๋ยทางใบที่มีส่วนผสมของน้ำตาลเด็กซ์โตรส 600 กรัม ฮิวมิคแอซิด 20 ซีซี ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15–30–15

จำนวน 20 กรัม ผสมสารดังกล่าวในน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบลงไปเล็กน้อย และอาจใส่สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามความจำเป็น และพ่นสัก 2–3 ครั้ง

สำหรับในพื้นที่ที่ประสบอุทกภัย เมื่อน้ำลดแล้ว และต้องการจะปลูกพืชใหม่ อาจทำได้ 2 วิธี คือ 1. ปลูกแบบไถพรวนน้อยครั้ง โดยใช้เครื่องมือที่มีน้ำหนักเบา และกระทำหลังจากที่ดินเริ่มแห้งเป็นการกำจัดวัชพืชไปด้วยในตัว ลดการรบกวนดิน และ 2.ปลูกแบบไม่ไถพรวน วิธีนี้เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ยังเปียกชื้นอยู่

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ หากมีพื้นที่ทำการเพาะปลูกซึ่งเสียหายโดยสิ้นเชิง จะมีการให้ความช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายจริง รายละไม่เกิน 30 ไร่ ได้แก่ ข้าว อัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ อัตราไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ อัตราไร่ละ 1,690 บาท ทั้งนี้ เมื่อเกิดภัยพิบัติและผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตพื้นที่การให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรต้องยื่นแบบความจำนงขอรับการช่วยเหลือ (กษ 01) โดยให้ผู้นำท้องถิ่นรับรอง ก่อนจะมีการตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร และพื้นที่เสียหายจริง เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอนต่อไป หากมีข้อสงสัยสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

ขอบคุณ www.topicza.com

Facebook Comments

Check Also

10 วิธีการเดินแก้โรคข้อเข่าเสื่อม

เราต้องเดินทุกว …